ในวันที่เหงา 20-7-51

posted on 21 Jul 2008 11:08 by piyavan  in di

 

  

กลิ่นและเสียงจากรถขนขยะสะกิดให้ฉันตื่นในเช้าวันอาทิตย์ ฉันเอื้อมมือหยิบมือถือดูเวลา

ยังไม่สิบโมงเลย ฉันพึมพัมในใจก่อนขยับผ้าห่มมาแนบตัว

ตาที่พยายามข่มให้หลับ แต่ท้องดูเหมือนจะทำหน้าที่อัติโนมัติ ไม่ตื่นไม่หิวนะมึง ฉันด่าใครวะ

ฉันทัดทานเสียงกลองในท้องที่ดังรัวขึ้นไม่ไหว กุลีกุจอต้มน้ำร้อน แล้วควานหาเศษขนมที่เหลือไว้ตั้งแต่เมื่อวาน เมื่อวานของเมื่อวาน หรือวันไหนก็ช่างเหอะ มันยังไม่เน่าไม่บูด ก็พอประทังชีวิตไปได้หนึ่งมื้อ ตามด้วยกาแฟร้อนๆหนึ่งแก้ว

โอเคนะ ฉันบอกตัวเอง แล้วก็นั่งแหมะมันอยู่อย่างนั้น ทำไรดีวะ...

. . .

ฉันคิดถึงตัวเองในวันก่อน วันที่ไม่ได้อยู่คนเดียวแบบนี้ แม้มันจะไม่ต่างอะไรกันมาก แต่ฉันก็รู้สึก

เมื่อก่อนไม่มีอะไรทำก็ดูทีวี ด่าคนข้างๆในใจ ถึงมันจะไม่ได้ยินแต่ก็ยังมีคนให้ระบายอารมณ์ ไปกินข้าวสองคน ถึงมันไม่อยากไปก็ลากมันไปจนได้ ไปดูหนัง มันไม่อยากดูก็ลากมันไปจนได้ ไปในที่ที่อยากไปแม้คนที่ไปด้วยต้องจำใจไปก็เหอะ

แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว ไม่มีทีวี ไม่มีคนให้ด่า(ในใจ) ไม่มีคนจำใจไปไหนด้วย มีแต่ตัวเอง

ก็เลย งงๆ ว่าจะทำอะไรดี ฉันหยิบกีต้าร์มาเล่น ไม่ได้เล่นเก่งกาจบาดใจหรอก แต่พอฆ่าเวลาให้ผ่านไปได้ แล้วก็เบื่อ เดินไปมาในห้องที่ไม่ได้กว้างอะไร แล้วก็หยิบหนังสือมาอ่าน

เรื่องรักใคร่ ของ 'ปราย พันแสง ช่วยเติมความเหงามาอีกกระบุงใหญ่ ฉันเคยเขียนหนังสือบันทึกน้ำตาฟ้า ใจความตรงกับของ 'ปราย ที่ว่า เราคือส่วนหนึ่งของความเศร้า เอาแล้ว น้ำตาปริ่มๆ แต่ฝันไปเถอะว่ามันจะไหลออกมา ฉันร้องไห้มาพอแล้ว

ละลายเวลาไปได้อีกสักพัก ฉันก็หลับ

เสียงเด็กๆที่วิ่งเล่นอยู่ข้างห้องพักปลุกฉันให้ตื่น ฉันเอื้อมมือหยิบมือถือดูเวลา สี่โมงเองเหรอเนี่ย ฉันขยับผ้าห่มมาแนบตัวอีกครั้ง

น้องที่ทำงานถามว่าทำไมไม่ซื้อทีวีซักเครื่องไว้แก้เหงา ไม่รู้สิ ฉันไม่ค่อยดูทีวี ถามว่ามีอ่ะดีไหม ก็คงดี แต่ขออ่านหนังสือในชั้นเป็นรอบที่สองให้ครบทุกเล่มก่อน

ฉันหยิบ ความสุขของกะทิ ทั้งสองเล่มมาอ่าน เล่มแรกฉันใช้เวลาไม่นาน แต่เวลานั้นก็ทำให้ฉันสะท้านไปกับอารมณ์ของหนังสือ อะไรทำให้เราสามารถทำใจกับการจากไปของใครคนหนึ่งที่เรารักหมดใจได้นะ ฉันย้อนคิดถึงคนที่ฉันเลือกเดินออกจากชีวิตเขา

ฝนภายนอกห้องไม่มีทีท่าว่าจะซาเม็ด ความสุขของกะทิ ตอน ตามหาพระจันทร์ จึงค่อยๆถูกเปิดออกอ่านทีละตอน ความหนาวของอากาศข้างนอกบวกกับความเย็นของพัดลมในห้อง ทำให้ฉันขดตัวอยู่ใต้ผ่าห่ม โผล่เพียงหน้าเพื่อทำความรู้จักกับหนังสือไปเรื่อยๆ แล้วเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น

'เจ๊ กินข้าวยัง ทำไรอยู่' ห่างกับมึงไม่กี่เดือนเรียกกูเจ๊ คิดในใจก่อนตอบกลับไป

'ยังไม่ได้กิน อ่านหนังสืออยู่'

'โห เจ๊ นี่จะไม่ออกไปพบแสงตะวันเลยหรือไง'

'ฝนตก'

'เจ๊กินข้าวเถอะ'

'ค่อยกินพรุ่งนี้ เดี๋ยวก็เช้าแล้ว'

'เจ๊ นี่เพิ่งทุ่มนึงเอง กินเหอะ'

'ขี้เกียจ'

'เออๆ งั้นแค่นี้แหละ ผมไปไหว้พระก่อน'

'อืม'

ไงล่ะ บทสนทนาที่สั้น กระชับ ดูเหมือนไม่ใส่ใจโลก ไม่ใส่ใจคนรอบข้าง บางทีก็เหนื่อยนะที่ต้องตามอารมณ์คนอื่นให้ทันเพื่อที่จะได้แบ่งเบา ย้อนมองดูตัว แล้วใครจะช่วยแบ่งเบากูบ้างวะเนี่ย

เวลาของคนที่เพิ่งวางสายบอก ทำให้ฉันปิดหนังสือ แล้วลุกจากเตียงที่จมมาทั้งวัน เพื่อออกกำลังกาย ฉันใส่ใจสุขภาพตัวเองโดยเอาข้ออ้างลดความอ้วนมาบังหน้าเวลามีคำถาม ฉันไม่อยากบอกใครว่าฉันมีโรคประจำตัว จึงต้องสร้างภูมิคุ้มกันไว้เยอะๆ เหลือตัวคนเดียวแล้ว เวลาป่วยไม่มีใครให้บอก จึงจำเป็นที่จะต้องไม่ป่วย

หลังจากออกกำลังกายเสร็จ อาการเดิมก็กำเริบอีกแล้ว ฉันก็ไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัดว่าไอ้ เหงา เนี่ย มันมาเวลาเราไม่มีอะไรทำ หรือมันลอยวนอยู่ทั่วห้อง

หรือจริงๆแล้ว ความเหงา มันไม่ต่างกับ ความเศร้า ที่เราเองก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของมันไปเสียแล้ว

                            

 

ขาว-ดำ รัก-ใคร่

posted on 17 Jul 2008 08:58 by piyavan  in winds-of-time

เขา หยิบยื่นทุกสิ่งให้เธอ

เธอ คนที่ไม่เคยทำอะไรให้เขา

ฉัน หยิบยื่นทุกสิ่งให้เขา

เขา คนที่ไม่เคยมองในตัวฉัน

.

.

.

เอื้ออาธรจากเขา ฉันไม่เคยได้สัมผัส

.

.

.

เขา หยิบยื่นความรักให้เธอ 

เขา ฉกฉวยความใคร่จากฉัน

.

.

.

ขาว

ดำ

.

.

.

เพราะ เขา

ไม่ได้สีดำจากตัวเธอ

จึงกระหายจากตัวฉัน

.

.

.

ท้ายที่สุด เธอจึ่งบริสุทธิ์ ดังเดิม 

เช่นรักที่เขาให้เธอ ยังคงงดงาม ดังเดิม

.

.

.

ท้ายที่สุด ฉันจึ่งเป็นเพียง ความมืดดำ

ไม่บริสุทธิ์ ไม่งดงาม ไม่มีค่าใด

.

.

.

จงสำนึกไว้ภายใน

ฉันเพียงตัวบำบัดใคร่ ที่ไม่เคยได้ใจเขา แม้สักเพียงนิด